วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

ไข้หวัดใหญ่ฆ่า 2009 Harry Potter เวทย์มนตร์มิอาจสยบเชื้อร้าย T^T



ประเทศไทยน่าจะเป็น "ชาติเดียว” ในโลก ที่ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้น คนไทยสามารถนำเอามาทำเป็นสินค้า ทำเป็นข่าวโปรโมทตัวเองกันอย่างเอิกเกริก และตอนนี้เรื่องที่ไม่ต้องไปดูอะไรมาก ก็คือการขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ทุกวันของดาราคนนั้น นักร้องคนนี้ เซเลบคนนู้น เรียงหน้าเป็นข่าวติดหวัด 2009 กลายเป็น "แฟชั่นอินเทรนด์” คือไหนๆ มันก็กลายเป็นหวัดอินเทรนด์แล้ว และสามารถเรียกคะแนนเสียงความสนใจได้ เราก็เลยเห็นกิจกรรมตอแหลเป็นข่าวกันไม่เว้นแต่ละวัน
ส่วนจะเป็นข่าว และตกเย็นไปเดินป๋อตามห้างอะไรนั้น มันก็เป็นเรื่องงงๆ (แต่คงไม่ต้องไปเข้าใจ) จะว่าไป มันก็ไม่แปลกแหละครับ นับประสาอะไรที่คนในชาติเจออะไรผิดปกติหน่อย ก็พากันกราบไหว้อุตลุด แม้แต่ "ตัวเอี้ย” (ตัวเอี้ยเป็นคำสุภาพนะครับ มีศัพท์อยู่ในหนังสือ ฉะนั้น คนไม่ควรไป "ลดเกียรติเอี้ย” ด้วยการเปลี่ยนชื่อมัน)
อย่างที่เราทราบแหละครับว่า ตอนนี้ภัยที่ใหญ่ที่สุด ศัตรูของธุรกิจทั้งหมดที่ยากจะเอาชนะมากที่สุด ไม่ใช่การเมือง ไม่ใช่เศรษฐกิจตก แต่เป็นไข้หวัด 2009 ซึ่งที่ร้ายกว่านี้ก็คือ "ข่าว” เกี่ยวกับมัน ที่รัฐบาลออกข่าวกระจัดกระจาย ส่งผลลบร้ายมากกว่ามุมที่จะเป็นบวก
"โรงหนัง” จึงได้รับชะตากรรมไปเต็มๆ เพราะเป็นพื้นที่สาธารณะไม่ต่างจากศูนย์การค้า สนามกีฬา หรือสถานที่ซึ่งมีคนหมู่มากไปรวมกันตัวกัน
หนังแฟรนไชส์เรื่องหนึ่งที่ไม่ควรจะต้องมาได้รับผลกระทบเลยก็คือ "พ่อมดน้อย” แฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งเดินทางมาถึงภาคที่ 6 และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ในภาวะปกติทั่วๆ ไป หนังป๊อปปูลาร์อย่างแฮร์รี่ สามารถไปแตะ 100-120 ล้านบาทได้อย่างไม่ยากเย็นตัวเลขนี้ พ่อมดน้อยไม่ต้องใช้เวทมนตร์ช่วยด้วยซ้ำ
แต่ถึงตอนนี้ ต่อให้ "ขุดมาเสกทุกเวทมนตร์” ก็ทำอะไรไม่ได้ รายได้ของหนังน่าจะไปหยุดอยู่แถวๆ 70-75 ล้านบาท ที่ถ้าเป็นหนังไทย รายได้เท่านี้อยู่ในขั้นหรูแล้ว ผมไม่ได้แค้นเคืองอะไรไข้หวัดหรอกครับ และไม่ได้กลัวด้วย เพราะก็ไปทำกิจกรรมเสี่ยงๆ มาหลายครั้ง
เช่น ไปดูบอลแมนยูฯ ที่มาเลเซีย ที่มีแฟนบอลอัดกันเกือบหนึ่งแสนคน เดินเบียดเสียดเข้าออกสนาม อยู่ 2-3 ชั่วโมง, ไปดูหนังที่โรงทุกวันโดยไม่ได้สวมอะไรบนหน้า เพราะผมไม่ได้วิตกจริตอะไรไปมาก และคิดว่าข่าวที่โครมครามออกมานั้น มันเกินจริงไปเยอะ
ถามว่าทำไมพ่อมดน้อย แฮร์รี่ ถึงโดนพิษของหวัด 2009 ทั้งที่ตัวเองก็เป็นสินค้าพรีเมียม เป็นหนังที่แข็งแรงมาก ถึงขนาดที่ว่าในสัปดาห์ที่เข้าฉายนั้น หนังเรื่องต่างๆ ต้องหลบไปหมด
คนดูของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นั้น ต่างกันอยู่บ้างกับคนดู Transformers 2 ตรงที่เรื่องหลังมีฐานตลาดกว้างกว่า เช่น ผู้ชายหลายคนอาจจะดูTransformers แน่ๆ แต่พวกเขาอาจไม่ดู แฮร์รี่ พอตเตอร์ เพราะมองว่ามันเป็นหนังของเด็กๆ
ฉะนั้น พอคนดูของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นเด็กๆ มากกว่าผู้ใหญ่ มันแน่นอนว่าผู้ปกครองของพวกเขาต้องระวังเรื่องเชื้อหวัด 2009 (ซึ่งเป็นเรื่องถูกแล้ว ที่พ่อแม่ต้องห่วงลูก) ฉะนั้น จึงเข้าใจได้ว่า ขณะที่รายได้ของหนังพ่อมดน้อย กำลังวิ่งฉลุยบนทางด่วนอยู่ดีๆ
จู่ๆ มันก็หยุดเอาดื้อๆ ที่ตัวเลขแถวๆ 70 ล้านบาท ซึ่งเมื่อดูจังหวะการวิ่งของมันแล้ว (วันเวลา+สินค้า+คนดู) หนังอย่างนี้ไปถึง 100 ล้านได้อย่างไม่ต้องสงสัย
แฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้เงินแค่ 70 ล้านนี่ น่าประหลาดใจกว่า Transformers 2 กวาดเงินไป 170-190 ล้านเสียอีก ถามว่าถัดจาก "พ่อมดน้อยแฟรนไชส์” แล้ว อะไรจะเป็นเหยื่อ เอ๊ย เป็นสถานีต่อไปที่ต้องพิสูจน์ตัวเองอีก หวยคงมาออกที่ "หนีตามกาลิเลโอ” หนังน่ารักสไตล์ จีทีเอช ที่มีแพลตฟอร์มของ เพื่อนสนิท และ Season Change เป็นต้นทาง
แต่ในเรื่องที่หนูเชอรี่กับน้องนุ่น เลือกจะเดินทางทั้ง "รอนแรม” และ "ร่อนเร่” นั้น คงต้องไปดูว่า นอกจากเธอสองคนจะต้องลากกระเป๋าแล้วจมูกของเธอจะติดหวัด 2009 เหมือนแฮร์รี่ ด้วยหรือเปล่า
แฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้เงินแค่ 70 ล้านนี่ กว่าประหลาดใจ Transforner 2 กวาดเงินไป 170-190 ล้านเสียอีก.
ประเทศไทยน่าจะเป็น "ชาติเดียว” ในโลก ที่ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้น คนไทยสามารถนำเอามาทำเป็นสินค้า ทำเป็นข่าวโปรโมทตัวเองกันอย่างเอิกเกริก และตอนนี้เรื่องที่ไม่ต้องไปดูอะไรมาก ก็คือการขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ทุกวันของดาราคนนั้น นักร้องคนนี้ เซเลบคนนู้น เรียงหน้าเป็นข่าวติดหวัด 2009 กลายเป็น "แฟชั่นอินเทรนด์” คือไหนๆ มันก็กลายเป็นหวัดอินเทรนด์แล้ว และสามารถเรียกคะแนนเสียงความสนใจได้ เราก็เลยเห็นกิจกรรมตอแหลเป็นข่าวกันไม่เว้นแต่ละวัน
ส่วนจะเป็นข่าว และตกเย็นไปเดินป๋อตามห้างอะไรนั้น มันก็เป็นเรื่องงงๆ (แต่คงไม่ต้องไปเข้าใจ) จะว่าไป มันก็ไม่แปลกแหละครับ นับประสาอะไรที่คนในชาติเจออะไรผิดปกติหน่อย ก็พากันกราบไหว้อุตลุด แม้แต่ "ตัวเอี้ย” (ตัวเอี้ยเป็นคำสุภาพนะครับ มีศัพท์อยู่ในหนังสือ ฉะนั้น คนไม่ควรไป "ลดเกียรติเอี้ย” ด้วยการเปลี่ยนชื่อมัน)
อย่างที่เราทราบแหละครับว่า ตอนนี้ภัยที่ใหญ่ที่สุด ศัตรูของธุรกิจทั้งหมดที่ยากจะเอาชนะมากที่สุด ไม่ใช่การเมือง ไม่ใช่เศรษฐกิจตก แต่เป็นไข้หวัด 2009 ซึ่งที่ร้ายกว่านี้ก็คือ "ข่าว” เกี่ยวกับมัน ที่รัฐบาลออกข่าวกระจัดกระจาย ส่งผลลบร้ายมากกว่ามุมที่จะเป็นบวก
"โรงหนัง” จึงได้รับชะตากรรมไปเต็มๆ เพราะเป็นพื้นที่สาธารณะไม่ต่างจากศูนย์การค้า สนามกีฬา หรือสถานที่ซึ่งมีคนหมู่มากไปรวมกันตัวกัน
หนังแฟรนไชส์เรื่องหนึ่งที่ไม่ควรจะต้องมาได้รับผลกระทบเลยก็คือ "พ่อมดน้อย” แฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งเดินทางมาถึงภาคที่ 6 และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ในภาวะปกติทั่วๆ ไป หนังป๊อปปูลาร์อย่างแฮร์รี่ สามารถไปแตะ 100-120 ล้านบาทได้อย่างไม่ยากเย็นตัวเลขนี้ พ่อมดน้อยไม่ต้องใช้เวทมนตร์ช่วยด้วยซ้ำ
แต่ถึงตอนนี้ ต่อให้ "ขุดมาเสกทุกเวทมนตร์” ก็ทำอะไรไม่ได้ รายได้ของหนังน่าจะไปหยุดอยู่แถวๆ 70-75 ล้านบาท ที่ถ้าเป็นหนังไทย รายได้เท่านี้อยู่ในขั้นหรูแล้ว ผมไม่ได้แค้นเคืองอะไรไข้หวัดหรอกครับ และไม่ได้กลัวด้วย เพราะก็ไปทำกิจกรรมเสี่ยงๆ มาหลายครั้ง
เช่น ไปดูบอลแมนยูฯ ที่มาเลเซีย ที่มีแฟนบอลอัดกันเกือบหนึ่งแสนคน เดินเบียดเสียดเข้าออกสนาม อยู่ 2-3 ชั่วโมง, ไปดูหนังที่โรงทุกวันโดยไม่ได้สวมอะไรบนหน้า เพราะผมไม่ได้วิตกจริตอะไรไปมาก และคิดว่าข่าวที่โครมครามออกมานั้น มันเกินจริงไปเยอะ
ถามว่าทำไมพ่อมดน้อย แฮร์รี่ ถึงโดนพิษของหวัด 2009 ทั้งที่ตัวเองก็เป็นสินค้าพรีเมียม เป็นหนังที่แข็งแรงมาก ถึงขนาดที่ว่าในสัปดาห์ที่เข้าฉายนั้น หนังเรื่องต่างๆ ต้องหลบไปหมด
คนดูของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นั้น ต่างกันอยู่บ้างกับคนดู Transformers 2 ตรงที่เรื่องหลังมีฐานตลาดกว้างกว่า เช่น ผู้ชายหลายคนอาจจะดูTransformers แน่ๆ แต่พวกเขาอาจไม่ดู แฮร์รี่ พอตเตอร์ เพราะมองว่ามันเป็นหนังของเด็กๆ
ฉะนั้น พอคนดูของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นเด็กๆ มากกว่าผู้ใหญ่ มันแน่นอนว่าผู้ปกครองของพวกเขาต้องระวังเรื่องเชื้อหวัด 2009 (ซึ่งเป็นเรื่องถูกแล้ว ที่พ่อแม่ต้องห่วงลูก) ฉะนั้น จึงเข้าใจได้ว่า ขณะที่รายได้ของหนังพ่อมดน้อย กำลังวิ่งฉลุยบนทางด่วนอยู่ดีๆ
จู่ๆ มันก็หยุดเอาดื้อๆ ที่ตัวเลขแถวๆ 70 ล้านบาท ซึ่งเมื่อดูจังหวะการวิ่งของมันแล้ว (วันเวลา+สินค้า+คนดู) หนังอย่างนี้ไปถึง 100 ล้านได้อย่างไม่ต้องสงสัย
แฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้เงินแค่ 70 ล้านนี่ น่าประหลาดใจกว่า Transformers 2 กวาดเงินไป 170-190 ล้านเสียอีก ถามว่าถัดจาก "พ่อมดน้อยแฟรนไชส์” แล้ว อะไรจะเป็นเหยื่อ เอ๊ย เป็นสถานีต่อไปที่ต้องพิสูจน์ตัวเองอีก หวยคงมาออกที่ "หนีตามกาลิเลโอ” หนังน่ารักสไตล์ จีทีเอช ที่มีแพลตฟอร์มของ เพื่อนสนิท และ Season Change เป็นต้นทาง
แต่ในเรื่องที่หนูเชอรี่กับน้องนุ่น เลือกจะเดินทางทั้ง "รอนแรม” และ "ร่อนเร่” นั้น คงต้องไปดูว่า นอกจากเธอสองคนจะต้องลากกระเป๋าแล้วจมูกของเธอจะติดหวัด 2009 เหมือนแฮร์รี่ ด้วยหรือเปล่า
แฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้เงินแค่ 70 ล้านนี่ กว่าประหลาดใจ Transforner 2 กวาดเงินไป 170-190 ล้านเสียอีก.

1 ความคิดเห็น: